วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

จันผา


จันผา

(unranked):
(unranked):
อันดับ:
วงศ์:
สกุล:
สปีชีส์:
D. loureiri
Dracaena loureiri
Gagnep.


จันผา หรือ จันทร์ผา เป็นไม้ประดับที่มีที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย อยู่แถบตามป่าเขา มีความสูงประมาณ 5 - 7 ฟุต ลำต้นมีความแข็งแรงมาก จะมีการแตกใบตรงบริเวณยอด ใบมีสีเขียวเข้ม ลักษณะเป็นรูปหอก ขนาดใบเรียวและยาว ปลายใบจะมีรูปแบบแหลมใบยาวประมาณ 45-50 cm และมีความกว้างที่ประมาณ 4-5 cm ส่วนใหญ่จะนิยมปลูกประดับไว้ที่สนามหญ้าและใช้ตกแต่งร่วมกับสวนหินจันทร์ผานั้นมีหลายชื่อ บ้างก็เรียกว่า "จันทร์แดง" หรือ "ลักจั่น" ชอบขึ้นบริเวณหน้าผา ต้นจันทร์ผาเป็นต้นไม้ในตระกูลเดียวกันกับวาสนา
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เป็นไม้พุ่มที่มีขนาดใหญ่หรือไม้ต้นขนาดเล็ก แต่จะไม่ผลัดใบ ลำต้นจะกลมๆ คล้ายๆ กันกับต้นหมาก และเปลือกของลำต้นจันทร์ผานั้นจะมีสีเทาๆ ส่วนใบจะแตกเป็นช่อๆ โดยจะแตกบริเวณปลายยอดเท่านั้น เรือนยอดเป็นรูปทรงไข่ เมื่อต้นโตจะแผ่กว้างขยายออกไป เปลือกต้นสีน้ำตาลหรือน้ำตาลปนเทา แตกเป็นร่องตามยาว

ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับถี่ ๆ ที่ปลายกิ่ง ใบรูปแถบยาวแคบ กว้าง 4-5 เซนติเมตร ยาว 45-60 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบแผ่เป็นกาบหุ้มลำต้น ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม ก้านใบเป็นกาบหุ้มซ้อนทับ กันรอบลำต้น


ดอกสีขาวนวลตรงกลางดอกมีจุดสีแดง มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงขนาดใหญ่ตามซอกใบที่ปลายกิ่ง มีดอกจำนวนมาก กลีบดอก 6 กลีบ ผลสด ทรงกลมขนาดเล็กอยู่รวมกันเป็นพวง ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีแดงคล้ำ มีเมล็ดเดียว

การดูแลรักษา
·         แสง: ชอบแสงแดดมาก
·         น้ำ: ขาดน้ำได้เป็นเวลานาน ๆ
·         ดิน: เติบโตได้ในดินเกือบทุกชนิด
·         ปุ๋ย: ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักปีละ 2 ครั้ง
·         การขยายพันธุ์: ปักชำ

·         โรคและแมลง: สามารถทนทานต่อการทำลายของโรคและพวกแมลงได้เป็นอย่างดี
ข้อดีของพันธุ์ไม้
·         ปลูกได้ดีในพื้นที่ๆบริเวณแห้งแล้ง ต้องการน้ำไม่มาก
·         เป็นพันธุ์ไม้มีกลิ่นหอมมีราคาตามขนาดที่เพิ่มขึ้น สามารถปลูกไว้รอบ ๆ บริเวณบ้านเพื่อจำหน่ายทั้งต้นได้
·         เป็นพันธุ์ไม้ที่ค่านิยมมากในการจัดสวนที่มีสนาม บริเวณรอบๆบ้าน

·         ใบจะไม่ค่อยร่วง
ประโยชน์
แก่นมีสรรพคุณบำรุงระบบภายในร่างกายคือหัวใจและ แก้เลือดออกตามไรฟัน

โกสน


โกสน

ชื่อวิทยาศาสตร์: Codiaeum variegatium (L.) Blume 

ชื่อสามัญ: Croton, Variegated Laurel, Garden Croton
ชื่ออื่น: กรีกะสม กรีสาเก โกรต๋น (ทั่วไป)

วงศ์: EUPHORBIACEAE 

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์:
       ไม้พุ่ม สูง 2-3 ม.

      ใบ ใบเรียงเวียนสลับ ใบเดี่ยว รูปใบมีหลายแบบ เช่นกลม แถบยาว รูปไข่แกมรูปหอก ความกว้างยาวของใบไม่สามารถกำหนดได้ เนื่องจากมีความผันแปรมาก โคนใบแหลม ปลายใบแหลม บางครั้งมีเส้นกลางใบยื่นแล้วมีรยางค์แผ่เป็นใบเล็กๆ อีก 2 ใบ ขอบใบเรียบหรือเว้า บางต้นเว้าถึงเส้นกลางใบ แผ่นใบอาจบิดเป็นเกลียว มีสีต่างๆ เช่น ขาว เหลือง ส้ม ชมพู แดง ม่วงและดำ

      ดอก ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง ดอกแยกเพศ ช่อดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน ช่อดอกเพศผู้มีดอกกลม เล็ก ดอกย่อยมี 30-60 ดอก กลีบดอก 5-6 กลีบ เกสรเพศผู้จำนวนมาก ช่อดอกเพศเมียตั้งขึ้น มี 10-20 ดอก ไม่มีกลีบดอก เกสรเพศเมียแยกเป็น 3 แฉก
      ผล ผลกลม มี 3 พู เมื่อแก่แตกได้ มี 3 เมล็ด แต่ละช่องมี 1 เมล็ด


พันธุ์โกสนที่ใช้ปลูกเป็นไม้มงคล
1. เหรียญทอง
2. ไกรทอง
3. ทับทิมทอง
4. ทองอุไร
5. ผู้ชณะสิบทิศ
6. มหาราช 
7. หมื่นหาญ
8. รัตนโกสินทร์
9. เศรษฐีสุพรรณ
การเป็นมงคล
คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นโกสนไว้ประจำบ้าน จะทำให้มีบุญบารมี เพราะโกสนโบราณคงกล่าวถึง กุศล คือ การส้างบุญ คุณงามความดีนอกจากนี้ยังมีความเชื่ออีกว่าสามารถช่วยคุ้มครองให้มีความอยู่เย็นเป็นสุขเพราะคนโบราณเชื่อว่าต้นโกสนเป็นต้น
              ไม้เก่าแก่ที่ปลูกคู่บ้านคู่มืองโดยสมัยรัชกาลที่5 ทรงนำเข้ามาปลูกไว้ในพระราชวังบ้านขุนนางวัดหลวงเพื่อให้เกิดความร่วมเย็นเป็นสุขตลอดมา
ตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูก
เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นโกสนไว้ทางทิศตะวันออก ผู้ปลูกควรปลูกในวันอังคาร เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาประโยชน์ทั่วไปทางใบให้ปลูกในวันอังคาร
การปลูก
การปลูกแบ่งเป็น 2 วิธี
1. การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับภายนอกอาคารบ้านเรือน ใช้กระถางทรงสูง ขนาด 10-16 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : 
   ขุยมะพร้าว : ดินร่วน อัตรา 1 : 1 : 1 ผสมดินปลูก ควรเปลี่ยนกระถาง 1-2 ปี / ครั้ง เพราะการเจริญเติบโตของทรงพุ่มโตขึ้น
   และเมื่อต้องการเปลี่ยน ดินปลูกใหม่ทดแทนดินปลูปเดิมที่เสื่อสภาพไป
2. การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน โบราณนิยมปลูกบริเวณหน้าบ้าน
    หรือทำเป็นแนวรั้วบ้านเพื่อที่จะสร้างจุดเด่นให้กับบ้าน ขนาดหลุมปลูก 30 x 30 x 30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก : 
    ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก
การดูแลรักษา
แสง                          ต้องการแสงแดดอ่อน รำไร จนถึงแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง 
น้ำ                             ต้องการปริมาณน้ำปาน
ดิน                            ดินร่วนซุย ดิน
ปุ๋ย                            ควรใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก อัตรา 0.5-1 กิโลกรัม/ต้น ใส่ ปีละ 5-6 ครั้ง
การขยายพันธ์           การปักชำ การตอน 
วิธีที่นิยมและได้ผลดี การปักชำ และการตอน
โรค                     ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรค เพราะเป็นไม้ที่มีความทนทานต่อโรคได้ดี 
แมลง                        เพลี้ยแป้ง (Mealy bugs) 
อาการ                        มีกลุ่มเพลี้ยแป้งสีขาวจำนวนมาก เกาะอยู่บริเวณโคนใบ ทำให้ใบเหลืองและเหี่ยวแห้ง

การป้องกัน               กำจัดแมลงพาหะพวกมดต่าง ๆ โดยใช้ยาเช่นเดียวกับการกำจัด หรือรักษาความสะอาด
                                 บริเวณแปลงปลูก
การกำจัด                  ใช้ยาไดอาซินอน อัตราและคำแนะนำระบุไว้ตามฉลาก

พลูด่าง


พลูด่าง
Golden Pothos


การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
                                                       อาณาจักร:               Plantae
                                                       หมวด:                     Angiosperms
                                                        (unranked):           Monocots
                                                        อันดับ:                   Alismatales
                                                        วงศ์:                       Araceae
                                                        วงศ์ย่อย:                Monsteroideae
                                                        เผ่า:                         Monstereae
                                                        สกุล:                       Epipremnum
                                                        สปีชีส์:                       E. aureum
                                                        ชื่อวิทยาศาสตร์:     Scindapsus aureus
                                                         ถิ่นกำเนิด:               หมู่เกาะโซโลมอน
                                                         แสงแดด:                 กึ่งแดด ร่มรำไร
                                                         อุณหภูมิ:                 18–24 องศาเซลเซียส
                                                          ความชื้น:                 ต้องการความชื้นสูง
                                                          น้ำ:                          ต้องการน้ำมาก

พลูด่าง เป็นพืชดอกชนิดหนึ่งในวงศ์ Araceae ซึ่งกระจายพันธุ์อยู่ทั่วโลก ตั้งแต่ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น อินเดีย พืชชนิดนี้พบในป่าเขตร้อนทั่วโลก ในบางครั้งอาจเป็นสร้างความเสียหายทางนิเวศวิทยาด้วย พืชชนิดนี้มีหลายชื่อ เช่น Australian native monstera, centipede tongavine, devil's ivy,golden  pothos, hunter's robe, ivy arum, money plant, silver vine, Solomon Islands ivy และ taro vine อย่างไรก็ดี บางครั้งพืชชนิดนี้อาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็น ฟิโลเดนดรอน

พลูด่างเป็นไม้เลื้อยที่นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับภายในอาคารและบ้านเรือนมานานแล้ว ด้วยรูปใบและสีเขียวแต้มเหลืองที่ดูสวยงาม โดยเฉพาะเมื่อมันเลื้อยพันหรือห้อยย้อยลงมาดูอ่อนช้อยและเพิ่มความมีชีวิตชีวา แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้ถึงความสามารถในการดูดสารพิษในอากาศของพลูด่าง

พลูด่างเป็นไม้เลื้อยที่ลำต้นมีรากงอกออกมาตามข้อ ใบกลมป้อมคล้ายรูปหัวใจ ปลายใบแหลม โคนใบโค้งมนเล็กน้อย ใบมีสีเขียวและมีรอยด่างสีเหลืองอยู่ที่ใบทำให้ดูสวยงาม

พลูด่างเป็นพืชที่ปลูกง่าย แม้เพียงปักชำในน้ำก็สามารถเจริญเติบโตได้และเจริญเติบโตได้รวดเร็ว ต้องการน้ำมากและแสงแดดพอสมควร แต่ก็สามารถอยู่ได้แม้มีแสงและน้ำน้อย นิยมปลูกในกระถางแขวนหรือกระถางที่มีเสาเหล็กให้เลื้อยพันหรือให้เลื้อยตามโคนต้นไม้ใหญ่ ถ้าปลูกลงดินใบจะใหญ่มาก

ลักษณะ
                เป็นไม้เลื้อยตระกูลเดียวกับพลูด่าง มีใบเป็นรูปหัวใจ มีสีเขียวสดแซมด้วยสีเหลืองนวล เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่ายและเติบโตได้เร็ว แค่ตัดกิ่งแล้วนำมาเสียบไว้ในแจกันใส่น้ำ ก็เจริญเติบโตได้แล้ว  เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่ายและเติบโตได้เร็ว โดยไม่ต้องดูแลรักษามาก

ประโยชน์
              1.ปลูกเป็นไม้ประดับภายในอาคาร หรือปลูกเป็นไม้คลุมดิน หรือพรางสายตาจากสิ่งที่ไม่น่ามอง
2.นิยมนำมาเป็นไม้มงคลประดับบ้านเรือน เนื่องจากเราเชื่อว่า พลูด่าง โกสน หรือ หมากผู้หมากเมีย หรือต้นไม้มงคลต่างๆ หากอยู่ในบ้านจะช่วยเสริมสร้างสิริมงคล   มีความเชื่อว่าราชินีหินอ่อน คือไม้มงคลชนิดหนึ่ง ที่หากปลูกเอาไว้ในบ้านจะช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับคนในบ้าน ทำให้มีผู้คนสนอกสนใจรักใคร่และให้ความเป็นมิตร อีกทั้งหากปลูกเอาไว้ในบ้านจะช่วยให้มีบารมี มีคนเกรงอกเกรงใจ และมีเพื่อนฝูงมิตรสหายรักใคร่
3.ช่วยดูดสาพิษในอากาศได้ พลูด่างไม้ประดับที่รู้จักกันดี แต่น้อยคนนักที่จะรู้ถึงความสามารถของมันในการดูดสารพิษในอากาศ พลูด่างเป็นพืชที่ปลูกง่าย ต้องการน้ำและแสงแดดพอควร มีความสามารถในการดูดสารพิษได้ปานกลาง แต่คายความชื้นได้มาก

การปลูก
ขยายพันธุ์โดยการใช้กิ่งหรือลำต้นที่มีใบติดอยู่ไป ปักชำเลี้ยงในน้ำหรือปลูกในดินก็ได้ ปลูกได้ในดินเกือบทุกชนิด ส่วนผสมของดินใช้ดิน 2 ส่วน ทราย 1 ส่วน เศษใบไม้ผุหรือขุยมะพร้าว 1 ส่วน ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักละลายน้ำอย่างเจือจางรดเดือนละครั้ง



การขยายพันธุ์ ขยายพันธุ์โดยการปักชำ
อัตราการคายความชื้น ปานกลาง
อัตราการดูดสารพิษ มาก

การดูแลรักษา

                แม้จะเป็นต้นไม้ที่สามารถอยู่ในร่มเงา และความชื้นได้ดี แต่การปลูกราชินีหินอ่อนให้มีความสวยงามนั้น ต้องปล่อยให้ใบของมันได้รับแสงแดดอ่อน ๆ บ้าง โดยอาจจะปลูกไว้ใกล้หน้าต่างที่แสงแดดส่องถึง หรือ เพียงแค่นำไปรับแสงแดดนาน ๆ ครั้ง สีของราชินีหินอ่อนก็จะสดอยู่เสมอ การรดน้ำควรรดอาทิตย์ละครั้ง และหากต้องการใส่ปุ๋ย ให้เลือกใส่ปุ๋ยหมัก

วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ประวัติส่วนตัว


ประวัติส่วนตัว
ชื่อ นางสาวรชศา     นาคมุสิก       เลขที่  26        ชั้น ม.5/11
ชื่อเล่น แพรว                    อายุ 17 ปี  
เชื้อชาติ ไทย   สัญชาติ ไทย  ศาสนา พุทธ
ปัจจุบันกำลังศึกษาที่โรงเรียน สุราษฎร์พิทยา  ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 ปี 2558
งานอดิเรก ปลูกต้นไม้ อ่านหนังสือ เล่นเกมส์ ดูหนัง ฟังเพลง
กีฬาที่ชอบ บาสเก็ตบอล แบตมินตัน
สีที่ชอบ ฟ้า
อาหารที่ชอบ ข้าวผัดกุ้ง ผัดไทย
ผลไม้ที่ชอบ สับปะรด
สัตว์ที่ชอบ สุนัข แมว
วิชาที่ชอบ เคมี คณิตศาสตร์(พีชคณิต)
อาชีพที่ใฝ่ฝัน เภสัชกร
นิสัย  ขี้น้อยใจ โกรธง่ายหายเร็ว  ใจดี ตลก ร่าเริง ชอบคิดมาก
คติประจำใจ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั้น